ประวัติมังคละโอสถ
ความเป็นมาของมังคละโอสถ

มังคละตรงกับคำว่ามงคล คำว่า “มังคละโอสถ” จึงหมายถึงยาอันเป็นมงคล นำความเจริญมาสู่และป้องกันไม่ให้สิ่งที่เลวร้ายมากล้ำกราย ทางสถานพยาบาลมังคละโอสถได้ใช้ชื่อนี้สืบต่อมา เพราะโรคภัยต่างๆ ก็เหมือนกับเพทุภัยที่เข้าแทรก ทำให้ร่างกายเกิดการเจ็บป่วยขึ้น การใช้ยาก็เพื่อรักษาโรคขับพิษภัยต่างๆ ให้ออกจากร่างกายไป และเพื่อป้องกันโรคโดยการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ไม่ให้พิษภัยต่างๆ เข้ามากล้ำกรายได้ง่ายๆ อีกทั้งยังหมายถึงคุณประโยชน์จากยาสมุนไพร ที่มีผลข้างเคียงน้อยกว่ายาที่สังเคราะห์จากเคมีซึ่งอาจเป็นภัยต่อร่างกายได้
สถานพยาบาลมังคละตั้งชื่อขึ้นตามชื่อของปู่มังคละ ปวราธิสันต์ บุตรของแสน ไชยพละแห่งบ้านฮ่อม (ถนนท่าแพ) ซึ่งได้สมรสกับแม่หมูธิดาของพญาจรพนมเขตต์แห่งย่านวัดผ้าขาว อันเป็นที่ตั้งของคลินิกมังคละโอสถในปัจจุบัน
พญาจรพนมเขตต์เป็นข้าราชการของเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ที่รับผิดชอบการดูแลเรื่องป่าไม้ในเขตตะวันตกเฉียงใต้ของเชียงใหม่และขุนยวมแม่ฮ่องสอน อีกทั้งดูแลขบวนคาราวานช้างสำหรับการติดต่อค้าขายและขนส่งผู้คนระหว่างเชียงใหม่กับเมืองมะละแหม่งในเขตประเทศเมียนมาร์ปัจจุบันการทำงานในป่าและการเดินทางไกลจึงทำให้คนในสมัยก่อนต้องเตรียมยาไว้ในถุงผ้าที่เรียกว่า “ล่วมยา” เป็นยาเตรียมเพื่อใช้รักษาโรคภัยระหว่างการเดินทาง ดังเช่นในล่วมยาของพญาจรฯ ยังมีรากไม้ และนอแรดที่เห็นได้ว่าผ่านการฝนเป็น
ยามาแล้ว ในสมัยที่พวกเรายังเด็ก ได้เคยเห็นและเคยช่วยย่าหมูฝนยาบนถาดหินกลมที่มีร่องอยู่รอบๆ การฝนจะต้องเทน้ำลงไปพอเหมาะให้ยาสามารถละลายออกมาแต่ไม่เยิ้มเกินไปจนยาเจือจางมากและไหลไปที่ร่องรอบถาด เมื่อได้พอสมควรก็จะเทออกโดยมีปากสำหรับเทอยู่ด้านหนึ่ง
ย่าหมูน่าจะได้รับการสืบทอดความรู้เรื่องยามาจากบิดาอยู่ไม่น้อย เพราะในยุคของคุณย่า พวกเราสมัยเด็กจะเคยเห็นคนใช้ที่แข็งแรงเป็นผู้ตำยาให้ละเอียด ก่อนนำมาร่อนผ่านตะแกรงได้เป็นผงละเอียด แล้วก็มีการต้มมหาหิงคุ์ซึ่งเราจำกลิ่นติดจมูกติดมือกันได้ทุกคน เพราะเมื่อเคี่ยวมหาหิงคุ์เสร็จแล้ว ย่าหมูก็จะเป็นผู้ใช้ทัพพีไม้ตักมหาหิงคุ์ขณะร้อนราดเป็นวงๆ ลงบนผงยาในกะละมัง ปากของย่าจะขมุบขมิบเข้าใจว่าคงจะบริกรรมคาถาตามไปด้วย จากนั้นก็เป็นหน้าที่ของพวกเด็กๆ ที่ต้องผลัดเปลี่ยนเข้าไปขยำก้อนยาแล้วปั้นให้เป็นก้อน เทคนิคที่สำคัญคือจะต้องปั้นเป็นก้อนใหญ่ๆให้ได้โดยยาไม่ติดมือ ด้วยเหตุนี้กลิ่นและรสของมหาหิงคุ์จึงติดมือและฉุนติดจมูกไปหลายวัน จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ลืมกลิ่นของมหาหิงคุ์นั้น
จากนั้นหน้าที่ของพวกเด็กๆ ก็จะต้องผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปใช้ปั๊มยามือกดลงไปที่ก้อนยา ซึ่งต้องออกแรงกดดันไปให้ถึงพื้นกะละมังเพื่ออัดยาให้แน่นกับช่องกระสุนของยาและถูให้หน้าตัดเรียบ เทคนิคใครดีไม่ดี จะใช้แรงมากหรือน้อยก็อยู่ที่ตรงนี้ เพราะถ้าปั้นก้อนยาใช้น้ำมากไปแม้จะทำให้ออกแรงไม่มากแต่เม็ดยาก็จะเละ แต่หากน้ำน้อยเกินไปก็จะแข็งและต้องออกแรงและบีบออกยากเป็นเงาตามตัว เครื่องปั๊มยาด้วยมือจะผลิตยาได้ทีละ 10 เม็ด ต้องวางแนวเป็นวงกลมให้ดีไม่ให้ทับซ้อนกันหรือกดถูกยาที่บีบออกมาก่อนทำให้เสียรูปทรงไป เวลานั้นหลายคนทำไปขมขื่นไป เพราะอยากไปวิ่งเล่นมากกว่าทำยา แต่สิ่งเหล่านี้ก็ได้กลายเป็นเทคนิคที่ติดตัวมาให้กับการทำยาลูกกลอนของเราจนถึงทุกวันนี้
ยาตำรับที่มีชื่อของย่าหมูได้แก่ “ยาแก้” กับ “ยาขาง” ยาแก้คือยาที่เข้ามหาหิงคุ์เป็นยาแก้ปวดท้องท้องเสีย หากมาเทียบกับยาจีนในปัจจุบันจัดเป็นยาร้อนทำให้กระเพาะอุ่นแก้อาการปวดท้องท้องเสียแบบเย็นได้ดีนักแล ส่วนยาขางคือยาแก้ร้อนในปากเป็นแผล เป็นยาที่มีรสฝาดไปถึงหวานจึงเป็นยาที่เด็กๆ ชอบแอบขโมยกินกันเพราะได้รสหวานเหมือนขนม แต่ยาขางปีหลังๆ ย่าหมูไม่ค่อยได้ทำ ได้ยินว่าเพราะไม่มีใครเก็บยาสดที่ต้องบีบเอาน้ำมาใช้เข้ายาให้
การห่อยาหรือแพ็คกิ้งในสมัยนั้นก็ใช้เพียงกระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษเขียนหนังสือที่ไม่ใช้แล้วมาตัด บรรจุ 10 เม็ดบ้าง 12 เม็ดบ้าง ยาก็รับประทานครั้งละ 2-4 เม็ด ซึ่งจะมีคนแวะเวียนมาขอซื้ออยู่เสมอ แต่ยาส่วนใหญ่จะเก็บไว้ในขวดสีชา ถ้าที่ห่อไว้หมดจึงจะนำมาห่อไว้เผื่อมีคนมาขอซื้อต่อไป แพ็คกิ้งแบบนี้ในสมัยปัจจุบันคงถูกว่าจะถูกสารตะกั่วจากหมึกพิมพ์หรือเชื้อโรคต่างๆ ที่ติดมากับกระดาษเหล่านั้น ถือว่าไม่ได้คุณภาพ แต่ในสมัยก่อนที่เป็นเด็กเราก็ผ่านกันมาอย่างนี้
ความรู้เกี่ยวกับยาเรายังได้พบเห็นจากหมอพื้นบ้านอีกท่านหนึ่ง ท่านมีชื่อว่า “หมอเส็ง” คำบอกเล่าว่าท่านเป็นหมอตำราพม่าบ้านอยู่ในซอยไปทางตลาดสมเพ็ชร สมัยนั้นหมอเส็งมีจักรยานคันหนึ่ง ที่ท้ายจะมีตะกร้าใส่ยาผงต่างๆ ตอนบ่ายๆ ถึงเย็นจะออกตระเวนไปตามบ้านต่างๆ รวมทั้งย่าหมูเมื่อสูงอายุแล้วก็เป็นคนไข้ของหมอเส็งด้วย ตอนเย็นหมอเส็งจะปั่นจักรยานมาที่บ้านของย่าหมู แล้วนั่งสนทนากันก่อนส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องธรรมะก่อนทำการตรวจแล้วลงมาที่รถจักรยาน นำยาผงต่างๆ มาปรุงผสมเข้าด้วยกันที่หลังรถจักรยาน แล้วบรรจุลงในถุงสีน้ำตาลเล็กๆ พร้อมกับสั่งว่าขนานไหนให้กินเวลาไหน ในปริมาณเท่าไร บางตำรับก็ต้องชงกับเหล้าขาว ซึ่งกลิ่นของเหล้าขาวผสมกับยาก็นับเป็นของแสลงสำหรับพวกเด็กๆ ที่ต้องทำหน้าเบ้เมื่อเจอกับกลิ่นนี้อยู่เสมอๆ
บางครั้งเราก็ต้องไปกับย่าไปบ้านของหมอเส็งที่ใกล้กับสี่แยกสมเพ็ชร ที่นั่นจะมีกลิ่นของยาหอมฟุ้งไปหมด (แรงยิ่งกว่าในร้านมังคละโอสถปัจจุบัน) หมอเส็งจะบดยาทั้งหมดเป็นผงบรรจุขวดโหลไว้ ถ้าไปที่นั่นก็จะได้ยาครบ เพราะหลังรถจักรยานแกนำยาติดตัวมาได้ไม่มาก ในการประชุมแพทย์พื้นบ้านอาเซียนโดยคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อไม่นานมานี้ ตัวแทนจากอินโดนีเซียได้แนะนำแพทย์พื้นบ้านของอินโดนีเซีย ซึ่งวิธีการละม้ายคล้ายคลึงกับของหมอเส็งมากเลยทีเดียว น่าเสียดายที่ความรู้ของหมอเส็งไม่ได้ถ่ายทอดให้ใครไว้ การรักษาของหมอตำราพม่าในเชียงใหม่จึงสาบสูญไป
หม้อดินเผาสำหรับบรรจุยาสมุนไพร ยังเก็บรักษาไว้จนถึงปัจจุบัน