ความหมายของปอด หัวใจ ม้าม ตับ ไต ในแพทย์แผนจีน

ระบบทางสรีรวิทยา 5 ระบบ ของแพทย์แผนจีน

ในศาสตร์แพทย์แผนจีนจัดระบบการทำงานของร่างกายทั้งหมดไว้ในระบบใหญ่ 5 ระบบ ได้แก่ ระบบปอด ระบบหัวใจ ระบบม้าม  ระบบตับและระบบไต  

จะเห็นได้ว่าระบบดังกล่าวเรียกชื่อเหมือนกับอวัยวะที่เข้าใจกันในปัจจุบัน   แต่ระบบ 5 ระบบในศาสตร์การแพทย์แผนจีนนี้มีบทบาทและหน้าที่ที่กว้างขวางมาก   กล่าวคือระบบหนึ่งของจีนจะครอบคลุมระบบทางสรีรวิทยาปัจจุบันหลายระบบ  เช่น ระบบไต  จะรวมทั้งระบบไขสันหลังสมอง ระบบกระดูก ระบบฮอร์โมน ระบบภูมิคุ้มกัน ฯลฯ เป็นต้น   ดังนั้นในตำราบางเล่มจึงพยายามจะเขียนให้แตกต่างไป   เช่น ใช้อักษรตัวเอียง หรือใส่ในอัญประกาศ “ “ หรือตัวหนา เพื่อให้เข้าใจว่าเป็นความหมายตามศาสตร์แพทย์แผนจีน   ไม่ใช่ ปอด หัวใจ ม้าม ตับ ไต ตามสรีรวิทยาแผนปัจจุบัน     

ดังนั้นเมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์แผนจีนพึงเข้าใจว่าคำว่า ปอด หัวใจ ม้าม ตับและไตนั้นเป็นความหมายทางแพทย์แผนจีน  ไม่ใช่ความหมายทางการแพทย์แผนปัจจุบัน   เพราะจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “ไตอ่อนแอ”  ไม่ได้หมายความว่า  “การทำหน้าที่ขับของเสียของไตเสียไป”  จนทำให้ผู้ป่วยต้องรีบไปตรวจหาค่า BUN หรือ Cr หรือต้องฟอกไตแต่อย่างใด

 

ระบบไต

ระบบไตของแพทย์แผนจีนนอกจากทำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างและควบคุมปัสสาวะแล้ว    ยังมีหน้าที่ที่สำคัญนั่นคือการเก็บรักษาสารจิง  จึงทำให้ระบบไตของแพทย์แผนจีนมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตตั้งแต่ ก่อก่อตัวขึ้นเป็นชีวิตและรูปร่างในครรภ์   การเจริญเติบโตจนโตเต็มวัยพร้อมที่จะสืบพันธุ์ต่อไป   จากนั้นเมื่อสารจิงเริ่มลดน้อยถอยลง  ร่างกายก็จะเข้าสู่ภาวะความเสื่อมต่างๆ  จนสิ้นอายุขัย  

ระบบไตในศาสตร์แพทย์จีนจึงเกี่ยวข้องกับระบบทางสรีรวิทยาในปัจจุบันมากมายหลายระบบ  ตั้งแต่ไข่และสเปิร์ม การปฏิสนธิและเจริญเป็นตัวอ่อนในครรภ์ของระบบสืบพันธุ์    จนคลอดออกมาแล้วเจริญเติบโตซึ่งจะสัมพันธ์กับระบบฮอร์โมนและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต    เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศซึ่งทำให้มีความสามารถในการสืบพันธุ์ต่อไป    และเกี่ยวข้องกับภาวะต่างๆ ที่ทำให้ร่างกายเสื่อมถอยเข้าสู่วัยชรา 

ดังนั้นคำอธิบายสำหรับภาวะที่ร่างกายเริ่มมีผมหงอก  เวียนศีรษะ ความจำเสื่อมถอย  ปวดเมื่อยเอวและเข่า  สมรรถภาพทางเพศเสื่อมถอย ฯลฯ  นี้เป็นภาวะที่สังกัด “ไตอ่อนแอ”   ยาบำรุงเพื่อชะลอวัยส่วนใหญ่จึงมุ่งไปที่การบำรุงระบบไตนี้

 

ระบบปอด

ระบบปอดทำหน้าที่ควบคุมการหายใจและสนองชี่ในร่างกาย

การทำหน้าที่ควบคุมการหายใจเป็นการนำชี่ที่บริสุทธิ์เข้ามาภายในร่างกายและขับชี่ที่ไม่บริสุทธิ์ออกไป   ในจุดนี้คล้ายกับความรู้ในปัจจุบันที่ปอดมีหน้าที่รับเอาอากาศที่บริสุทธิ์(มีออกซิเจน)เข้ามาแลกเปลี่ยนกับอากาศที่เป็นของเสีย(มีคาร์บอนไดออกไซด์) ออกไป    หากการทำหน้าที่แลกเปลี่ยนชี่หรืออากาศที่บริสุทธิ์เข้าออกนี้ทำได้ไม่ดี   ก็จะทำให้เกิดอาการไอ  หอบ  แน่นหน้าอก หรือหายใจขัดได้

ปอดทำหน้าที่สนองชี่ให้กับร่างกาย   คือการที่ปอดนำชี่ที่บริสุทธิ์ที่หายใจเข้ามา นำมารวมกับสารอาหารที่ได้จากระบบย่อยอาหาร(ทางแพทย์แผนจีนจัดอยู่ในหน้าที่ของระบบม้าม)   ประกอบเป็นชี่ที่ส่งไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย   หากปอดทำหน้าที่นี้ได้ไม่ดี   ก็จะทำให้ร่างกายขาดชี่  เกิดอาการอ่อนเพลียไม่มีแรง  เหนื่อยง่าย  เสียงพูดไม่กังวาน เกิดอาการหายใจไม่อิ่ม  เป็นต้น

นอกจากนั้นปอดยังทำหน้าที่เกี่ยวกับการกระจายน้ำให้กับร่างกาย  จากการที่ปอดทำหน้าที่หายใจเข้าออกและเชื่อมต่อกับหลอดเลือด   จึงทำให้ปอดสามารถส่งน้ำและของเหลวขึ้นไปยังส่วนศีรษะและลงล่างไปยังไต   และสามารถกระจายน้ำไปยังเนื้อเยื่ออวัยวะต่างๆ รวมทั้งผิวหนังและรูขุมขน  ทำให้เกิดความชุ่มชื้น    หากปอดทำหน้าที่นี้ไม่ดีก็จะทำให้เกิดอาการผิวแห้งไม่มีเหงื่อ  ปัสสาวะน้อย  บวมน้ำ  หรือมีภาวะเสลดเสมหะคั่งค้างขึ้นในร่างกายได้

 

ระบบหัวใจ

ระบบหัวใจทำหน้าที่ควบคุมการไหลเวียนของเลือด   ซึ่งมีความหมายตรงกับความเข้าใจทางสรีรวิทยาปัจจุบัน   หากการทำหน้าที่นี้ไม่ดี  จะแสดงออกมาในสองด้านคือ   ด้านที่มีเลือดน้อยซึ่งจะเรียกว่าภาวะชี่ของหัวใจพร่องหรือเลือดพร่อง   ซึ่งมีอาการแสดงออกที่สำคัญคือ ใบหน้าซีดขาว  ริมฝีปากซีด  ลิ้นซีด ชีพจรเต้นอ่อนไม่มีแรง เป็นต้น   กับด้านที่เลือดเกิดการคั่งค้างไปเลี้ยงเนื้อเยื่อและอวัยวะไม่ได้  เรียกว่าภาวะเลือดคั่งค้าง  ซึ่งจะมีอาการแสดงที่สำคัญได้แก่ เจ็บเขตหน้าหัวใจ  ใบหน้ามีสีคล้ำ  ริมฝีปากและลิ้นมีสีเขียวอมม่วง   ชีพจรเต้นไม่คล่อง เป็นต้น   

นอกจากนั้นระบบหัวใจยังเกี่ยวข้องกับความคิดจิตใจ   โดยจิตใจที่ผ่องใส  การมีสติ  ความคิดที่เฉียบแหลม ปฏิกิริยาการตอบสนองที่รวดเร็ว ฯลฯ เหล่านี้จะเกี่ยวข้องกับระบบหัวใจ     หากเกิดความผิดปกติจะทำให้เกิดอาการเช่น นอนไม่หลับ ฝันมาก  จิตใจสับสน  การตอบสนองตอบเชื่องช้า  กระทั่งมึนงง ไม่ได้สติ เป็นต้น   กล่าวในแง่นี้แล้วระบบหัวใจในศาสตร์แพทย์จีนได้รวมบทบาทและหน้าที่ของสมองและระบบประสาทเข้าไว้ด้วย

 

ระบบม้าม

คำว่า ม้าม อาจทำให้เกิดความสับสนไม่น้อย   เพราะม้ามในทางสรีรวิทยาปัจจุบันมีบทบาทและหน้าที่ไม่กว้างมากนัก  กระทั่งเป็นอวัยวะที่สามารถตัดทิ้งได้     แต่ระบบม้ามในศาสตร์การแพทย์แผนจีนน่าจะเกี่ยวข้องกับระบบย่อยอาหารมากกว่า    ดังหน้าที่ของระบบม้ามที่มีคำอธิบายไว้ดังนี้

ระบบม้ามทำหน้าที่ย่อยและดูดซึมสารอาหารกับน้ำแล้วลำเลียงส่งต่อไปยังหัวใจและปอด   หากระบบม้ามทำการย่อยและดูดซึมสารอาหารไม่ดี  ก็จะทำให้เกิดอาการต่างๆ ทางระบบย่อยอาหาร เช่น เบื่ออาหาร  ท้องอืด  อาหารไม่ย่อย  ถ่ายเหลวหรือท้องเสีย    และเมื่อการลำเลียงส่งสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อและอวัยวะไม่ดีก็จะทำให้ร่างกายเกิดอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง  โลหิตจาง  ซูบผอมลง  ใบหน้าออกเหลือง  ริมฝีปากซีด เป็นต้น    หากม้ามทำการดูดซึมและลำเลียงส่งน้ำไม่ดี  ก็จะทำให้ร่างกายเกิดภาวะบวมน้ำ  หรือภาวะเสลดเสมหะคั่งค้างขึ้นในร่างกาย เป็นต้น

ระบบม้ามในทางแพทย์แผนจีนยังมีหน้าที่ควบคุมไม่ให้เลือดออก   ซึ่งศัพท์ทางการแพทย์แผนจีนเรียกว่า “ควบคุมเลือดให้อยู่แต่ในหลอดเลือด”   หากการทำหน้าที่นี้ไม่ดีซึ่งแพทย์จีนถือว่ามาจากพลังชี่ของม้ามพร่อง   จะทำให้เกิดอาการเลือดออกที่ใต้ผิวหนังเป็นจ้ำเลือด  ถ่ายอุจจาระปัสสาวะเป็นเลือด  หรือประจำเดือนมามากในสตรี   ซึ่งภาวะเลือดออกในกรณีนี้จะมีสีจางกว่ากรณีอื่นๆ    ซึ่งหน้าที่ประการนี้ของระบบม้ามน่าจะเกี่ยวข้องกับการขาดแคลนสารอาหารที่จะนำไปสร้างเป็นเกล็ดเลือดหรือแฟคเตอร์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลไกการแข็งตัวของเลือดตามความรู้ทางสรีรวิทยาปัจจุบัน

 

ระบบตับ

ระบบตับในทางการแพทย์แผนจีนมีบทบาทและหน้าที่ที่สำคัญยิ่งในการดูแลให้สารจำเป็นต่างๆ ไหลเวียนในร่างกายได้อย่างเป็นปกติ    โดยมีศัพท์ทางการแพทย์แผนจีนว่า “ทำหน้าที่ดูแลการขับระบาย”   ซึ่งครอบคลุมทั้งการย่อยและดูดซึมสารอาหาร  การไหลเวียนของชี่  เลือด น้ำและของเหลว และการมีประจำเดือนตามปกติ   ตลอดจนการมีอารมณ์และจิตใจที่ปกติ ผ่องใส  ไม่หงุดหงิดหรือเครียดก็เกี่ยวข้องกับหน้าที่ในการขับระบายของตับเช่นกัน    หากระบบของตับทำหน้าที่ข้างต้นได้ไม่ดีก็จะทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น

การย่อยอาหารผิดปกติ  จะมีอาการทางชี่ติดค้างหรือมีลมในกระเพาะอาหารมากขึ้น  เช่น ท้องตึงเจ็บ ชอบถอนหายใจ เรอ เรอเปรี้ยว  กระทั่งปวดตึงที่ชายโครง  ปากขม เป็นต้น

การไหลเวียนของเลือดติดขัด ทำให้มีอาการเช่น เจ็บเสียดที่ชายโครง  หรือเกิดก้อนบวม   กระทั่งมีอาการขากหรืออาเจียนออกเป็นเลือด 

การไหลเวียนของน้ำติดขัด  ทำให้เกิดอาการบวมน้ำ ท้องมานน้ำ  ภาวะเสลดเสมหะคั่งค้างในร่างกาย

ประจำเดือนผิดปกติ   เช่น รอบประจำเดือนไม่ตรง   ปวดประจำเดือน ประจำเดือนมามากกระทั่งตกเลือด  ซึ่งในกรณีนี้เลือดจะมีสีเข้มหรือเป็นก้อนเป็นเลือดมาก 

การควบคุมน้ำการหลั่งน้ำอสุจิไม่ดี   ซึ่งทำให้เกิดปัญหาได้ทั้งการหลั่งไม่ดี  หรือควบคุมการหลั่งไม่ได้ทำให้เกิดภาวะหลั่งเร็ว เป็นต้น

ในสองกรณีหลังนี้จะส่งผลต่อภาวะการมีบุตรได้

อารมณ์จิตใจที่ไม่ผ่องใส   หากตัวทำหน้าที่ในการขับระบายไม่ดีก็จะส่งผลต่ออารมณ์และจิตใจทำให้ไม่ผ่องใสขุ่นมัว ซึมเซา ไม่อยากพบปะผู้คน กระทั่งหงุดหงิด โมโหง่าย  เครียด นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ เป็นต้น